‘ชิราคาวาโกะ’ หมู่บ้านโบราณของญี่ปุ่น ในวันที่หิมะขาวโพลน

ภาพหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดในอ้อมกอดของขุนเขา สร้างชื่อให้ ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) เป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางทั่วโลกจนติดหนึ่งใน Must List อันดับต้นๆ ที่ต้องมาเยือนในประเทศญี่ปุ่น แต่ในบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหมดใน 1 ปี มีเพียงราว 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีโอกาสเห็นที่นี่ในช่วงเวลาที่หิมะขาวโพลน เพราะ หนึ่ง กะเกณฑ์เวลาผิด มาแล้วตกไม่หนา ไม่ทับถมฟูฟ่องเหมือนในรูป สอง มาแล้วดูแค่หิมะก็คงไม่ดีเท่าได้ดูใบไม้เปลี่ยนสี ณ สถานที่อื่นๆ ในญี่ปุ่นด้วย ก็เลยตัดใจสินใจตีตั๋วมาช่วงใบไม้ร่วง แทนช่วงต้นปีที่มีแต่หิมะและความหนาวเหน็บ

ชิราคาวาโกะ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ตั้งอยู่บนแนวเขาในเขตจังหวัดกิฟุ (Gifu) และโทยามะ (Toyama) ทางตอนกลางของเกาะฮอนชู อยู่ห่างจากทาคายามะ (Takayama) ราว 50 กิโลเมตร (เมืองนี้ดังเรื่องเนื้อวัว ซึ่งรสชาติอร่อยมาก) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200-300 ปี กระจายไปตามที่ราบขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) ลำน้ำสายหลักซึ่งไหลรินมาจากหุบเขาด้านหลัง แตกสาขาผ่านหมู่บ้านหล่อเลี้ยงชาวบ้านไว้เป็นแหล่งน้ำหลักใช้อุปโภคและบริโภคกันมาช้านาน

ฉันเคยมาที่นี่รอบหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ชิราคาวาโกะยามนั้นสวยงามคนละแบบ ถนนหนทางเดินง่าย สองข้างทางเต็มไปด้วยสีสันแห่งฤดูกาล ใบไม้ยอดหญ้า ผลัดใบ เปลี่ยนสีร่วงโรยลงสู่ดิน บางต้นก็เหลือแต่กิ่งก้านเตรียมจำศีล พร้อมเข้าสู่ฤดูหนาว ทว่าเวลาที่หิมะปกคลุมทั่วพื้นที่ ภาพหมู่บ้านชิราคาวาโกะ ณ จุดชมวิวชิโรยามะ (Shiroyama) นั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด บ้านไม้โบราณเรียงรายกันนับสิบหลัง ท่ามกลางหุบเขาหนาวเหน็บ ฉากเดียวกับรูปในโปสเตอร์ทุกกระเบียดนิ้ว สวยงามราวกับหมู่บ้านในเทพนิยาย ยิ่งหากได้มาช่วงเทศกาล Shirakawago Winter Light Up จะยิ่งพิเศษ เพราะทั้งหมู่บ้านจะประดับไฟแสงสีทั่วบริเวณ

คนญี่ปุ่นเรียกสถาปัตยกรรมบ้านในชิราคาวาโกะว่า กัสโชซูคุริ (Gassho-zukuri) ซึ่งแปลว่า พนมมือ โดยอิงจากลักษณะหลังคาที่ทำมุมประกบกับพื้นดิน 45-60 องศา มุงด้วยฟางและหญ้า อัดกันจนแน่นหนาประมาณ 1 เมตร มองคล้ายการพนมมือ เหตุที่สร้างแบบนั้นก็เพื่อลดภาระน้ำหนักของหิมะที่ทับถมกันในหน้าหนาว ตัวบ้านในอดีตนิยมแบ่งออกเป็นสามชั้น สองชั้นแรกเอาไว้อยู่อาศัย ส่วนชั้นบนสุดทำฟาร์มหม่อน เลี้ยงตัวไหม และงานหัตถกรรม ซึ่งเราสามารถชมหลังที่สมบูรณ์ได้ ณ พิพิธภัณฑ์บ้านโบราณในหมู่บ้าน

ก่อนหน้าได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกร่วมกับหมู่บ้านโกคายามะ (Gokayama) จังหวัดโทยามะ ในปี พ.ศ. 2538 ชิราคาวาโกะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง จนกระทั่งมีการสร้างเขื่อนและผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คนแดนอาทิตย์อุทัยจึงรู้ว่ามีหมู่บ้านนี้หลบซ่อนตัวอยู่ภายในหุบเขา ปัจจุบันบ้านเรือนแบบกัสโชซูคุริลดจำนวนลงจนเหลือเพียง 114 หลังจาก 300 หลังคาเรือนเท่านั้น จนทางการและกลุ่มนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ต้องออกมารณรงค์ให้ความรู้ โดยชูคำขวัญว่า ‘ไม่รื้อ ไม่ขาย ไม่เช่า’ เพื่อคงสภาพหมู่บ้านไว้ให้นานที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมากที่สุดใน ชิราคาวาโกะ คือ วิถีการอยู่อาศัยที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยังคงวิถีเดิมๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น แม้มีฮีตเตอร์ไว้คลายหนาว แต่ทุกบ้านยังคงจุดเตาไฟไว้กลางบ้าน เพื่อประกอบอาหาร ไล่ความชื้นภายในบ้าน การถนอมอาหารถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวก็ใช้วิธีตากหิมะ หรือนำหิมะมาให้ความเย็นแทน ตามธารน้ำในหมู่บ้าน มีปลาคาร์ฟแหวกหวาย ขณะเดียวกันก็เห็นร้านขายของชำนำน้ำกระป๋องต่างๆ ใส่กระบะมาแช่ไว้เพื่อขายแก่นักท่องเที่ยว

ความงามอันเป็นเสน่ห์ของชิราคาวาโกะ ไม่เป็นเพียงแต่ต้องตาต้องใจนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบของนักเขียนนิยาย นักเขียนการ์ตูนหลายท่าน จนใช้อ้างอิงเป็นฉากประกอบในการ์ตูนของตน เช่น Higurashi no Naku Koro Ni หรือคุ้นหูกันในชื่อ ‘แว่วเสียงเรไร’ ’ เกมนิยายภาพโดจินชิ ฝีมือ ริวคิชิ 07 (Ryukishi 07) ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์การ์ตูนโดยสตูดิโอดีน ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2549 โด่งดังและกระแสดีมากจนถึงขั้นมีทริปตามรอยชิราคาวาโกะตามภาพยนตร์เลยทีเดียว

ชิราคาวาโกะในแต่ละฤดูกาลนั้นมีเสน่ห์แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมาในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุม หรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านถูกแต่งแต้มด้วยสีสันทางธรรมชาติ ฉันก็ยังคงรู้สึกชอบ ประทับใจ และไม่เสียดายเงินหรือเวลาที่เดินทางมาแม้แต่น้อย สำหรับใครที่คิดจะมาเยี่ยมเยือน แนะนำให้นอนพักหนึ่งคืนแบบโฮมสเตย์ โดยเฉพาะในหน้าหนาว แล้วลองสัมผัสชิราคาวาโกะแบบละเมียด ค่อยๆ ชม ค่อยๆ ดู ค่อยๆ ทำความรู้จักหมู่บ้านกลางหุบเขาแบบช้าๆ เช้าจรดค่ำ แล้วจะประทับใจในวิถีความเนิบช้า เรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบที่ฉันประทับใจในชิราคาวาโกะ

baovetuoitre